Circular economy
7 min

เศรษฐกิจหมุนเวียน : ลด ซ่อม หมุนใช้ และแปรเปลี่ยน

Posted by: Niranjan Nadkarni Date: 21 Jul 2022

ในขณะที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตโลกร้อนและความท้าทายต่าง ๆ การนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้จะช่วยลดของเสีย ลดความเสี่ยงทางธุรกิจ เพิ่มผลกำไร และพัฒนาคุณภาพชีวิต

Peter Lacy และ Jakob Rutqvist เขียนไว้ในหนังสือ “Waste to Wealth – The Circular Economy Advantage” ที่ตีพิมพ์ในปี 2558 ว่า ถ้านำขยะมาเปลี่ยนเป็นของใช้สอยแทน ภายในปี 2573 เราจะมีเงินเพิ่มขึ้นถึง 4.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ถ้านึกภาพไม่ออก ตัวเลขนี้เยอะกว่า GDP ของทุกประเทศทั่วโลก เว้นแต่สหรัฐฯ จีน และญี่ปุ่น

ถ้าปัจจัยทางธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมมีพลังมากพอที่จะกระตุ้นให้คนนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ตั้งแต่ปี 2558 ปัจจัยต่าง ๆ ก็ยิ่งเน้นย้ำให้เห็นความสำคัญขึ้นไปอีกในภาวะที่โลกเราเผชิญกับวิกฤตโลกร้อน ความอดอยาก ยากจน และการชะงักของซัพพลายเชน

โมเดลภาคเศรษฐกิจเก่า

ตั้งแต่ยุคแรกของการปฏิวัติอุตสาหกรรม กระบวนการผลิตเป็นแบบเส้นตรงที่มีตอนต้นและจบชัดเจน วัตถุดิบจากธรรมชาติถูกนำมาแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ เมื่อหมดอายุการใช้งานแล้ว ก็โยนกลับสู่ธรรมชาติ

แนวคิดแบบนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่าโลกมีทรัพยากรไม่จำกัด และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะช่วยให้ราคาวัตถุดิบต่าง ๆ ลดลงเรื่อย ๆ เป็นแนวคิดที่เน้นการแสวงหาแต่ผลประโยชน์ ซึ่งแนวคิดนี้คงอยู่ได้เพราะเกิดขึ้นตรงกับยุคล่าอาณานิคม นักล่าอาณานิคม ซึ่งมักเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจด้วย สามารถนำวัตถุดิบจากอาณานิคมมาใช้ในราคาถูก
แต่ในความเป็นจริงนั้น ทรัพยากรโลกมีจำกัด และไม่เพียงพอที่จะรองรับประชากรโลกถึง 8 พันล้านรายอย่างแน่นอน ด้วยปริมาณประชากรที่ล้นโลก แม้แต่ทรัพยากรที่ดูจะหมุนเวียนด้วยตนเองได้อย่างอากาศ น้ำ และป่าไม้ก็ใกล้จะขาดแคลน

ยิ่งไปกว่านั้น การผลิตแบบเส้นตรงมองว่าของเสียจากการผลิตเป็นปัญหา “ของคนอื่น” หรือ “คนรุ่นหลัง” ส่งผลให้ของเสียอุตสาหกรรม ทั้งเคมี พลาสติก และก๊าซพิษ กระจายตัวทำลายผืนดิน อากาศ และแม่น้ำไปทั่ว

โมเดลการผลิตที่เน้นลดต้นทุนในปัจจุบันเป็นสิ่งไม่ยั่งยืน องค์กรต่าง ๆ ทั้งสหประชาชาติ ภาครัฐ และภาคประชาสังคมต่างเพิ่มแรงกดดันให้ธุรกิจต้องปรับเปลี่ยนมาใช้แนวคิดเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและสร้างความเสมอภาค เศรษฐกิจหมุนเวียนถือเป็นทางออก

เศรษฐกิจหมุนเวียนคืออะไร

Ellen MacArthur Foundation ระบุว่า เศรษฐกิจหมุนเวียนตั้งอยู่บนพื้นฐานหลัก 3 ประการ

  • การออกแบบกระบวนการไร้ของเสียและสารพิษ

 จะดีกว่าหรือไม่ถ้าของเสียและสารพิษไม่เกิดขึ้นแต่แรก ไม่ว่าจะเป็นก๊าซเรือนกระจกและวัตถุอันตราย รวมไปถึงมลพิษทางอากาศ ดิน และน้ำ

  • การหมุนเวียนของวัสดุและผลิตภัณฑ์

จะดีกว่าหรือไม่ถ้าเราสร้างระบบเศรษฐกิจที่หมุนเวียนของมากกว่าสูบทำลาย นั่นหมายถึงความคงทน การนำกลับมาใช้ ผลิตซ้ำ และรีไซเคิลเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ ชิ้นส่วน และวัสดุต่าง ๆ หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ ระบบหมุนเวียนจะช่วยให้เรานำวัสดุธรรมชาติมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการแปรเปลี่ยนเป็นรูปแบบต่าง ๆ ในระหว่างที่วัสดุนั้นหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและธรรมชาติ

  • สร้างระบบนิเวศน์ทดแทน

จะดีกว่าหรือไม่ถ้าเราปกป้อง และพัฒนาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกันได้ เศรษฐกิจหมุนเวียนหลีกเลี่ยงการใช้พลังงานสิ้นเปลือง เน้นการใช้พลังงานหมุนเวียนแทนการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล

การจัดหาทรัพยากรหมุนเวียน

องค์ประกอบนี้ให้ความสำคัญกับชิ้นส่วนในขั้นตอนออกแบบ จัดหา และผลิต จุดประสงค์คือการลดการสูญเปล่าของทรัพยากรผ่านการใช้วัตถุดิบที่นำมาหมุนเวียนหรือรีไซเคิลใหม่ได้ (รวมไปถึงวัสดุมีพิษและใช้แล้วทิ้ง) เมื่อโลกก้าวสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้น การจัดหาทรัพยากรหมุนเวียนจะไม่ใช่แค่การไม่สร้างของเสีย มันจะกลายเป็นการเติมทรัพยากรด้วยการเปลี่ยนของเหลือทิ้งเป็นวัตถุดิบ

แม้พลังงานหมุนเวียนจะได้รับความนิยมมากขึ้น วัตถุดิบหมุนเวียนยังคงเป็นความท้าทาย เพราะนอกจากจะต้องหมุนเวียนได้แล้ว ยังต้องมีคุณภาพ ปลอดภัย และไม่เพิ่มต้นทุน

หลายบริษัททำในส่วนนี้ได้อย่างน่าชื่นชม ยักษ์ใหญ่อย่าง Nike ใช้โพลีเอสเตอร์ที่ผ่านการรีไซเคิลในกระบวนการผลิต 38% และยังมีโครงการ Nike Grind ที่เก็บเศษเหลือจากการผลิต และรองเท้าที่หมดสภาพแล้ว ไม่ว่าจะเป็นยาง โฟม เส้นใย และเนื้อผ้า มาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น อุปกรณ์เสริมสำหรับมือถือ และวัสดุปูพื้น

การขยายความสามารถการใช้งาน

แทนที่จะโยนผลิตภัณฑ์ที่เสียแล้วทิ้ง องค์ประกอบนี้มุ่งเน้นการยืดระยะการใช้งานผ่านการซ่อมแซม ปรับสภาพชิ้นส่วน อัปเกรด และขายต่อในตลาดมือสอง ประโยชน์ของการขยายความสามารถการใช้งานคือ องค์กรไม่จำเป็นต้องยกเครื่องโมเดลธุรกิจทั้งหมด มันเป็นเพียงแค่ส่วนขยายของขีดความสามารถทางธุรกิจและช่องทางการตลาดที่จะช่วยเพิ่มกระแสรายได้

มีตัวอย่างมากมายสำหรับการขยายความสามารถการใช้งาน โดยเฉพาะกับผลิตภัณฑ์ขนาดใหญ่ บริษัทผลิตรถยนต์รายใหญ่มีโปรแกรมซื้อ นำมาปรับซ่อม และขาย “รถมือสองที่บริษัทรับรอง” บริษัทบริหารพลังงานขนาดใหญ่อย่าง Schneider Electric มีโครงการเรโทรฟิตให้ลูกค้าที่ใช้งานสวิตช์เกียร์ของบริษัท การเปลี่ยนหรืออัปเกรดชิ้นส่วนเพิ่มความสามารถใหม่ ๆ จะประหยัดกว่าการรื้อและติดตั้งใหม่ถึง 65% และยังมีประโยชน์มหาศาลจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงอีกด้วย

ความท้าทายขององค์ประกอบข้อนี้คือ การเปลี่ยนแปลงการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ต้องใส่ใจกับชิ้นส่วนย่อยต่าง ๆ ที่นำมาประกอบกัน และการสร้างโมเดลการเงินใหม่ที่จะทดแทนปริมาณสินค้าที่ขายได้น้อยลง

และนี่เป็นเหตุผลที่เราไม่ค่อยเห็นการขยายความสามารถการใช้งานของผลิตภัณฑ์มูลค่าต่ำ

การแปรรูปวัสดุ

เมื่อผลิตภัณฑ์หมดอายุขัยแล้ว การแปรรูปถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการนำวัสดุหรือพลังงานกลับเข้าสู่วงจรการผลิต กระบวนทัศน์ “อู่สู่อู่ (Cradle to Cradle)” จะช่วยสร้างวงจรจากวัตถุดิบสู่การใช้งาน และจากสินค้ากลับสู่วัตถุดิบ

องค์ประกอบนี้ใช้กันแพร่หลายอยู่แล้ว ไม่รูปแบบใดก็รูปแบบหนึ่ง ในองค์กรขนาดใหญ่ มันคือโปรแกรมจัดการของเสีย ไม่ว่าจะเป็นการหลอมเหล็กกลับมาใช้ใหม่ หรือรีไซเคิลพลาสติกจากบรรจุภัณฑ์ ยักษ์ใหญ่ในวงการน้ำมันและปิโตรเคมีของอินเดีย Reliance Industries ได้เพิ่มกำลังของโรงรีไซเคิลเป็นสองเท่า สามารถรีไซเคิลขวด PET ได้ถึง 5 พันล้านขวด นำมาทำเป็นเส้นใยสั้น (PSF)

Reliance Industries สามารถรีไซเคิลขวดในปริมาณมากได้เนื่องจากอินเดียมีระบบห่วงโซ่อุปทานแบบย้อนกลับที่มีประสิทธิภาพ สินค้าที่หมดอายุขัยแล้วจะถูกส่งกลับสู่ผู้ผลิต แต่การสร้างระบบดังกล่าวอาจมีค่าใช้จ่ายสูงในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างไรก็ตาม รัฐบาลหลายประเทศได้กำหนดภาษีที่เกี่ยวข้องกับหลักการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (EPR) เพื่อบังคับให้ผู้ผลิตลงทุนในวงจรดังกล่าว

องค์ประกอบทั้ง 3 อย่างข้างต้นจะเน้นไปที่ฝั่งผู้ผลิต แต่อีก 2 องค์ประกอบที่เหลือจะเน้นไปที่ฝั่งผู้บริโภค และความเกี่ยวพันระหว่างผลิตภัณฑ์และผู้บริโภค

แพลตฟอร์มสำหรับเศรษฐกิจแบ่งปัน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราได้เห็นการขยายตัวของเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (Sharing Economy) ที่มาพร้อมกับแพลตฟอร์มหลากหลาย เปิดโอกาสให้ผู้ใช้เข้าถึงสินค้าและบริการได้อย่างสะดวกในราคาเอื้อมถึง ตัวอย่างเช่น Airbnb และ Uber อย่างไรก็ตาม แพลตฟอร์มส่วนใหญ่มักเป็นแบบ B2C และเป็นผลงานจากสตาร์ทอัพ

สำหรับองค์กรที่มีโครงสร้างชัดเจน การสร้างแพลตฟอร์มสำหรับเศรษฐกิจแบบแบ่งปันเป็นเรื่องยาก เพราะอาจหมายถึงการปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ และยังต้องมีการทดสอบก่อนเปิดตัวว่าจะดำเนินการด้วยกลยุทธ์ใด และจะมีฟังก์ชันอะไรบ้าง

นั่นส่งผลให้มีแพลต์ฟอร์มสำหรับเศรษฐกิจแบ่งปันในธุรกิจประเภท B2B น้อยมาก แต่ผมก็มั่นใจว่า เมื่อโลกก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้น จะมีโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ เกิดขึ้นตามมา

Product as a Service (PaaS)

“Product as a Service” เป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมมากในวงการ IT โดยจะเรียกกันว่า Software as a Service (SaaS) เป็นที่เข้าใจตรงกันทั้งในระดับผู้บริโภคและองค์กร ถ้านึกไม่ออก ลองนึกถึงบริการเก็บข้อมูลอย่าง Google Drive หรือ Dropbox ที่ทำงานอยู่บนโครงสร้างคลาวด์ของ Amazon Google หรือ Microsoft

โมเดล PaaS ช่วยให้องค์กรหารายได้เพิ่มผ่านการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว การขายบริการเพิ่มเติม (Cross- หรือ Upsell) และใช้ข้อมูลลูกค้าไปสร้างรายได้

ในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ บริษัทต่าง ๆ กลับพบว่า การเปลี่ยนมาใช้โมเดล PaaS เป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากโมเดลใหม่ต้องปรับเปลี่ยนตั้งแต่พื้นฐานการออกแบบ วางแผน และจัดจำหน่ายในหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการลูกค้า ทีมขาย ไปจนถึงระบบการเก็บเงิน และระบบห่วงโซ่อุปทานแบบย้อนกลับ

ประสบการณ์ของบริษัทยางยักษ์ใหญ่อย่างมิชลินถือเป็นตัวอย่างที่ดี ในปี 2543 บริษัทเปิดตัวบริการ Michelin Fleet Solutions เพื่อขยับตัวเองจากแค่ผู้ผลิตยางมาเป็นผู้ให้บริการ แนวคิดคือ มิชลินจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าเปลี่ยนยางของผู้บริหารพาหนะขนส่งรายใหญ่ โดยมีค่าบริการรายเดือนที่ตายตัว แต่สุดท้ายบริการนี้ก็ล้มเหลวเนื่องจากปัจจัยหลายประการ ส่วนหนึ่งมาจากการที่ทางมิชลินไม่สามารถสื่อสารคุณค่าของบริการนี้ให้ลูกค้าเข้าใจ

ในปี 2556 มิชลินได้สร้างหน่วยงานเฉพาะเพื่อออกแบบ พัฒนา และนำเสนอบริการสำหรับยานพาหนะเชิงพาณิชย์ ด้วยเทคโนโลยี IoT ทางบริษัทเริ่มใช้เซ็นเซอร์ในตัวรถเพื่อรวบรวมข้อมูลอย่างการใช้น้ำมัน แรงลมยาง อุณหภูมิ ความเร็ว และตำแหน่ง แล้วนำข้อมูลดังกล่าวไปประมวลผลในระบบคลาวด์ จากนั้น ผู้เชี่ยวชาญจะวิเคราะห์และนำเสนอโซลูชันและการอบรมเกี่ยวกับการขับขี่เพื่อประหยัดพลังงาน (Eco-driving)

ผลที่ได้คือ บริษัทช่วยลูกค้าลดต้นทุนการเป็นเจ้าของในภาพรวมได้ 2.1% นอกเหนือไปจากการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

ผลดีต่อธุรกิจ

อย่างที่กล่าวไปว่า องค์กรที่จะเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนต้องสร้างนวัตกรรมในหลายระดับ ตั้งแต่โมเดลธุรกิจ กระบวนการต่าง ๆ และตัวผลิตภัณฑ์ สิ่งที่น่ายินดีคือ องค์กรจำนวนมากต่างเริ่มนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้

นอกจากแรงกดดันจากภาครัฐและประชาสังคมแล้ว อีกเหตุผลที่ธุรกิจต่างเร่งก้าวเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนคือการลดความเสี่ยง ธุรกิจทุกวันนี้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากทรัพยากรที่ขาดแคลน ราคาที่ผันผวน และการสะดุดของห่วงโซ่อุปทาน แต่ละตัวอย่างที่กล่าวมาสามารถส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานอย่างรุนแรง การเปลี่ยนแปลงสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนโดยเร็วจะช่วยลดความเสี่ยงได้

จากการสำรวจของสภาธุรกิจโลกเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (WBCSD) และบริษัท Boston Consulting Group ผู้ตอบ 97% กล่าวว่า เศรษฐกิจหมุนเวียนช่วยผลักดันนวัตกรรมอันนำไปสู่ประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันด้านต่าง ๆ ทั้งการจัดหาวัตถุดิบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และกระบวนการผลิต และผู้ตอบในสัดส่วนใกล้เคียงกันเชื่อว่า เศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นสำคัญกับความสำเร็จขององค์กร และกว่าครึ่งกล่าวว่า องค์กรของตนสร้างผลประกอบการได้จากแนวคิดนี้

ที่ทูฟ ซูด เราช่วยองค์กรก้าวสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนผ่านบริการหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการให้คำปรึกษาด้านการกำจัดของเสีย เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการต่าง ๆ ประเมินวงจรชีวิต และประเมินความยั่งยืน เรายังมีบริการตรวจประเมินและรับรองผลิตภัณฑ์และระบบเพื่อช่วยให้คุณมั่นใจว่า ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าใจและมุ่งมั่นปฏิบัติตามกรอบกฎหมายและแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญของเรายังพร้อมอบรมบุคลกรของคุณเพื่อเพิ่มศักยภาพในด้านต่าง ๆ

เรียนรู้ว่าเราสามารถช่วยคุณเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างไรบ้าง

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เลือกที่ตั้งของคุณ