automotive material test

เดินเครื่องสู่อนาคต

ENGLISH

ประกาศรัฐฯล่าสุดตั้งเป้าให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นำไปสู่บทบาทอันสำคัญยิ่งขึ้นของความปลอดภัย

Mr Hadi Sanjaya Sim

Program Manager, Product Services - Commercial/EV

TÜV SÜD ประเทศไทย

พฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม 2565


ประเทศไทยถือว่าเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มายาวนาน ในปี 2562 ก่อนการล็อกดาวน์เนื่องจากการระบาด ประเทศไทยผลิตยานพาหนะได้กว่า 2 ล้านคัน แม้ตัวเลขดังกล่าวจะลดลงเหลือประมาณ 1.4 ล้านในช่วงปี 2563 เนื่องจากซัพพลายเชนได้รับผลกระทบจากโควิด แต่ในปี 2564 อุตสาหกรรมก็ฟื้นตัวกลับมาผลิตยานยนต์ได้กว่า 1.6 ล้านคัน

อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของ GDP และของการส่งออกทั้งหมด การบอกว่าอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นกลยุทธ์สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริง

ในยุคที่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้รับความนิยมทั่วโลก ทบวงการพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ (IRENA) คาดการณ์ว่า ภายในปี 2568 ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมียานพาหนะ 2-3 ล้อ 59 ล้านคัน และรถยนต์ไฟฟ้าประมาณ 8.9 ล้านคัน คิดรวมเป็นสัดส่วน 20% ของรถยนต์ส่วนบุคคลที่โลดแล่นบนท้องถนน

EV cars

เมื่อพิจารณาถึงความสำคัญที่อุตสาหกรรมยานยนต์มีต่อเศรษฐกิจ รัฐบาลไทยจึงผลักดันการผลิตและความต้องการยานยนต์ไร้มลพิษ (ZEV) ในประเทศอย่างเต็มกำลัง แน่นอนว่า ปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งในการผลักดันนี้คือ การทำให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2608

ในปี 2558 รัฐบาลไทยระบุว่า อุตสาหกรรม EV จะเป็นหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคตภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ทางรัฐได้ออกนโยบายสำหรับการผลิตพาหนะไฟฟ้า และมาตรการส่งเสริมการลงทุนในด้านวิจัยและพัฒนา เมื่อ 2 ปีที่แล้ว รัฐบาลไทยประกาศว่า ภายในปี 2573 พาหนะที่ใช้ในงานราชการทุกคันต้องเป็นยานยนต์ไร้มลพิษ นอกจากนี้ ภายในช่วงเดียวกัน พาหนะที่ผลิตในไทยต้องเป็นยานยนต์ไร้มลพิษไม่ต่ำกว่า 30%

คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติตั้งเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ไว้สำหรับพาหนะไฟฟ้าประเภทต่าง ๆ (ไฮบริด EV และรถพลังงานไฮโดนเจน) ผลิตได้ 1.05 ล้านคันในปี 2568 6.22 ล้านคันในปี 2573 และ 18.4 ล้านคันในปี 2578 และในส่วนของการใช้งาน ทางคณะกรรมการตั้งไว้ว่าจะมีการนำมาขับขี่ 1.5 ล้านคันในปี 2568 5.41 ล้านคันในปี 2573 และเพิ่มเป็น 15.78 ล้านคันในปี 2578 ทางรัฐบาลยังวางแผนสร้างสถานี Fast Charge ทั่วประเทศ 12,000 แห่ง และสถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่อีก 1,450 แห่งภายในปี 2573 

เพื่อสนับสนุนให้คนก้าวเข้าสู่ระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้ากันมากขึ้น รัฐบาลประกาศแผนส่งเสริมการลงทุนระยะ 4 ปีที่เริ่มมีผลในปี 2565 แผนดังกล่าวจะมุ่งเน้นไปที่ตลาดผู้บริโภคในช่วง 2 ปีแรก ผ่านเงินอุดหนุนและการลดหย่อนภาษีสำหรับการซื้อยานพาหนะไฟฟ้า ในช่วง 2 ปีหลัง จะเปลี่ยนไปมุ่งเน้นสนับสนุนการผลิตยานหานะไฟฟ้าภายในประเทศแทน นอกจากนี้ ภาคเอกชนสามารถนำค่าใช้จ่ายในการสร้างหรือติดตั้งสถานีชาร์จรถไฟฟ้าไปขอลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลได้

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะบรรลุเป้าหมายนโยบายข้างต้นคือ การทดสอบรับรองคุณภาพและความปลอดภัยของตัวรถและอุปกรณ์ต่าง ๆ  ในฐานะผู้นำการผลิตยานยนต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยมีระบบทดสอบเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ที่ใช้กันในปัจจุบันครบครันอยู่แล้ว แต่ยังไม่พร้อมนักในส่วนของการทดสอบยานพาหนะไฟฟ้า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทางประเทศยังต้องพัฒนาโครงสร้างสำหรับการทดสอบโดยเฉพาะ และสร้างซัพพลายเชนของการผลิตส่วนประกอบยานพาหนะไฟฟ้าให้พร้อม

ศูนย์ทดสอบแบตเตอรี่ที่มีเครือข่ายทั่วโลกของเราพร้อมให้บริการทดสอบหลากหลายรูปแบบ ทั้งในเรื่องความปลอดภัยของแบตเตอรี่ และประสิทธิภาพด้านต่าง ๆ เช่น ความแข็งแกร่งของตัวแบตเตอรี่ ความทนทานต่อสภาพแวดล้อม การกันฝุ่นละอองและน้ำ และอายุการใช้งาน

ในฐานะผู้นำด้านการทดสอบและรับรองยานพาหนะไฟฟ้าระดับโลก ทูฟ ซูดยินดีร่วมมือกับรัฐบาลและผู้ผลิตเพื่อเร่งผลักดันการก้าวเข้าสู่ยุคขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า การทดสอบแบบบูรณาการ แล็บล้ำสมัยที่มีเครือข่ายทั่วโลก ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญหลากสาขา พร้อมด้วยชื่อเสียงในฐานะผู้ให้บริการที่เป็นกลาง เราได้คอยช่วยเหลือผู้ผลิตรถยนต์และแบตเตอรี่ทุกมุมโลกเพื่อช่วยให้ผลิตภัณฑ์ของพวกเขาเข้าสู่ตลาดได้ราบรื่น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เลือกที่ตั้งของคุณ